วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2558

บทที่ 4 ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญา (Cognitive Theories)

Inside out มหัศจรรย์อารมณ์อลเวง


          เรื่องย่อ inside out
          Inside out เป็นการ์ตูนอนิเมชั่นที่พูดถึงชีวิตของไรลีย์ เด็กหญิงที่มีความสุขในชีวิต มีครอบครัวที่อบอุ่น มีความสามารถในการเล่นฮอกกี้ที่ยอดเยี่ยม มีความเป็นมิตรภาพ เป็นเด็กร่าเริง ติ๊งต๊อง โดยทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเธอนั้นถูกควบคุมโดยเหล่าอารมณ์ที่อยู่ภายในตัวเธอได้แก่ ลั้ลลา (Joy) ผู้ควบคุมให้ไรลีย์มีความสุข ฉุนเฉียว (Anger) ผู้ควบคุมความโกรธเกรี้ยว หยะแหยง (Disgust) ผู้ควบคุมอารมณ์ขยะแขยงและปฏิเสธต่อสิ่งที่ไรลีย์ไม่ต้องการ กลั๊วกลัว (Fair) ผู้ควบคุมอารมณ์หวาดกลัว เศร้าซึม (Sadness) ผู้ควบคุมอารมณ์เศร้า ทั้งหมดอยู่ในศูนย์บัญชาการใหญ่ที่อยู่ภายในจิตใจของไรลีย์ ที่ซึ่งพวกเขาจะคอบควบคุมการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง อารมณ์ความรู้สึกของไรลีย์ และคอยช่วยให้ไรลีย์ข้ามผ่านชีวิตในแต่ละวัน
          แต่แล้วเมื่อเธออายุ 11 เธอต้องย้ายจากมินิโซต้าบ้านเกิดของเธอ มาอยู่ที่ซานฟรานซิสโก เนื่องจากพ่อของเธอได้งานใหม่ที่ซานฟรานซิสโก ไรลีย์และเหล่าผองเพื่อนอารมณ์ของเธอต้องปรับตัวกับชีวิตใหม่ บ้านใหม่ โรงเรียนใหม่ และเพื่อนใหม่ ที่ซานฟรานซิสโก อารมณ์หลักของเธอคือ ลั้ลลาหรือความสุขนั้น พยายามจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่แล้วก็เกิดความขัดแย้งของเหล่าอารมณ์ จึงทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายตามมา ลั้ลลาอารมณ์หลักของเธอพยายามปิดกลั้นไม่ให้เศร้าซึมยุ่งกับอารมณ์ของไรลีย์ แต่แล้วเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็ทำให้ลั้ลลารู้ว่า บางครั้งอารมณ์เศร้าก็ไม่ได้ทำให้เราแย่ไปซะหมด


          สิ่งที่ได้จากหนัง inside out
          ในหัวของคนเราประกอบไปด้วยอารมณ์หลายๆอารมณ์  อารมณ์แต่ละอารมณ์จะรับรู้สิ่งเร้าภายนอกและคอยกำหนดพฤติกรรมที่เราแสดงออกมา และทุกๆอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราจะมีผลกระทบต่อความทรงจำของเรา เหตุการณ์ทุกๆเหตุการณ์ที่สำคัญของเรานั้นจะถูกนำไปสร้างเป็นบุคลิกภาพ เมื่อเรายังเด็กอารมณ์ของเราจะยังไม่คงที่ทำให้มีผลต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาด ซึ่งเราจะเห็นได้จากในหนังที่อารมณ์ของไรลีย์ยังมีความไม่สามัคคีกัน ซึ่งแตกต่างจากอารมณ์ของพ่อกับแม่ของไรลีย์ นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังทำให้เราเห็นว่าความโกรธไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา แต่ความมีเหตุผลต่างหากคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาและหาทางออก ปัญหาต่างๆเราสามารถผ่านมันไปได้ เพียงแค่เรามองโลกในแง่ดีเข้าไว้
          ความทรงจำของคนเรามีช่วงเวลาที่แตกต่างกัน มีทั้งด้านดีและด้านร้าย บางครั้งเราทำตัวมีความความสุขเพื่อที่จะปิดกลั้นอารมณ์เศร้า แต่มันก็ไม่สามารถจะลบล้างความเศร้าที่เรามีในใจได้ เมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มคิดถึงความสุขในอดีตนั่นแหละคือเราเรากำลังเศร้ากับปัจจุบัน เมื่อใดก็ตามที่มีสิ่งมากระทบจิตใจของเรามากๆอาจทำให้บุคลิกภาพของเราอาจหายหรือเปลี่ยนไป เช่น แต่ก็เราอาจเป็นร่าเริงแต่เมื่อเราเสียใจกับอะไรมากๆเราอาจจะกลายเป็นคนซึมเศร้า หรือเราอาจจะเคยชอบอะไรมากๆแต่เมื่อเราทำมันได้ไม่ดีเหมือนแต่ก่อน อาจจะทำให้เราเลิกชอบมันไปเลยก็ได้ แต่ทุกอย่างจะทำให้เราเรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้น  

ความเกี่ยวข้องกับทฤษฎี
            1. จีน เพียเจท์ (Jean Piaget) เป็นนักชีววิทยาชาวสวิสเซอร์แลนด์ แต่มีความสนใจศึกษาทางด้านจิตวิทยา โดยเฉพาะในด้านกระบวนการพัฒนาทางสติปัญญาของเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยรุ่น จากหนัง ไรลีย์ เมื่อเขาลืมตาดูโลกขึ้นมาจะเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก ในภายในไรลีย์จะมีระบบจัดเก็บรวบรวมกระบวนการต่างๆอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอก มีทั้งการซึมซาบประสบการณ์และการตีความต่างๆ
                2. ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการค้นพบของบรูเนอร์  (Bruner)  บรูนเนอร์เชื่อว่า การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่การค้นพบการแก้ปัญหา จากหนัง ไรลีย์จะแสดงพัฒนาการทางสมองด้วยการกระทำ และดำเนินต่อไปเรื่อยๆตลอดชีวิต เรียกว่า Enactive Mode เป็นวิธีการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดยการจับต้อง เช่น ผลัก ดึง จับ การเล่นกีฬาของไรลีย์  นอกจากใช้ประสาทสัมผัสแล้วเด็กยังสามารถถ่ายทอดด้วยภาพในใจของเค้า  เมื่อไรลีย์สามารถที่จะสร้างจินตนาการได้ เด็กก็สามารถรับรู้สิ่งต่างในโลกได้ด้วยการใช้ Iconic Mode

            3. ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของอองซูเบล (Ausubel)  ออซูเบลกล่าวไว้ว่าการเรียนรู้จะมีความหมายแก่ผู้เรียน  หากการเรียนรู้นั้นสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่รู้มาก่อน  หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้  คือ  มีการนำเสนอความคิดรวบยอดหรือกรอบมโนทัศน์ จากหนังตอนที่มีตัวการ์ตูนที่เป็นเสมือนคนดูแลความสะอาดในเรื่องของความทรงจำถ้าความทรงจำไหนไม่เป็นประโยชน์ก็จะถูกทิ้งลงถังขยะไป ก็เปรียบเสมือนคนเราตามทฤษฎีของออซูเบล ที่กล่าวว่าถ้าสิ่งนั้นไม่สร้างความหมายให้ต่อผู้เรียนสิ่งนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์